news

เผยอัตราใช้ยาปฏิชีวนะลด10% ใน 2 กลุ่มโรค

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ว่าด้วยการขับเคลื่อนงานเพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย (A Call to Action Declaration on Antimicrobial Resistance, Thailand) ตามพันธกิจ “ประเทศไทยปักหมุด…หยุดเชื้อดื้อยา”

เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปสช.ได้ป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาล และควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในโรงพยาบาล คลินิก และร้านยา โดยมีนโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ในการสร้างแรงจูงใจด้วยกลไกทางการเงินเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริการ ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า สำนักสนับสนุนระบบบริการยาและเวชภัณฑ์ สปสช. ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยผลลัพธ์ทางสุขภาพและโอสถกรรมานุบาล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ศึกษา “ประสิทธิผลของนโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่อาศัยการจ่ายเงินตามเกณฑ์คุณภาพของผลงานบริการ” ต่อพฤติกรรมการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะ โดยเปรียบเทียบการสั่งใช้ยาปฏิชีวินะใน 2 กลุ่มโรคเป้าหมาย คือ กลุ่มโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน และกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน ในช่วงก่อนและหลังใช้นโยบายนี้ ในปีงบประมาณ 2555 และ 2557 ด้วยการวิเคราะห์ย้อนหลังโดยใช้ฐานข้อมูลใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ของ สปสช. เฉพาะข้อมูลผู้ป่วยนอกจากโรงพยาบาล 912 แห่งทั่วประเทศ

“ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมในกลุ่มโรคอุจจาระเฉียบพลันลดลง จากการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 48.57 เป็นร้อยละ 38.56 ของผู้ป่วยกลุ่มโรคอุจจาระเฉียบพลัน หรือลดลงร้อยละ 10.01 หลังดำเนินนโยบาย โดยในเขตบริการสุขภาพที่ 8 อุดรธานี มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด จากร้อยละ 49.72 เป็น ร้อยละ 33.71 ขณะที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด คือ จากร้อยละ 47.16 เป็น ร้อยละ 24.15 ส่วนกลุ่มโรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน การสั่งใช้ยาปฏิชีวินะในภาพรวมลดลงจากร้อยละ 53.63 เป็นร้อยละ 44.82 ของผู้ป่วย หรือลดลงร้อยละ 8.81 หลังการดำเนินนโยบาย โดยเขตบริการสุขภาพที่ 8 อุดรธานี มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด จากร้อยละ 56.16 เป็นร้อยละ 39.14 รพ.สังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด จากร้อยละ 58.89 เป็นร้อยละ 47.24” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว